ในปี 2026 นี้ ความยั่งยืน (Sustainability) ไม่ใช่เพียงแค่เทรนด์การตลาด แต่เป็นใบเบิกทางสู่โอกาสทางธุรกิจ ทั้งการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) และข้อกำหนดจากคู่ค้าต่างประเทศ ที่เน้นมาตรฐานการผลิตที่เป็นมิตรต่อโลก หลายธุรกิจต้องเข้าใจการวางกลยุทธ์และเป้าหมายให้ชัดเจนว่า Carbon Neutral vs Net Zero ต่างกันอย่างไร ซึ่งในมาตรฐานสากล SBTi ทั้งสองมีรายละเอียดและขั้นตอนในการปฏิบัติที่แตกต่างกัน
การทำความเข้าใจของ Carbon Neutrality และ Net Zero จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือการ ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร และกำจัดก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 2 3 อย่างเป็นระบบ บทความนี้จะพาทุกธุรกิจไปเจาะลึกทุกมิติ เพื่อวางแผน ความเป็นกลางทางคาร์บอน ให้กลายเป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero โดย Banpu NEXT พร้อมเป็นพันธมิตรระยะยาวให้ทุกธุรกิจ (Long-term Net Zero Partner) เพื่อการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน
สรุปนิยามแบบเข้าใจง่าย 2 คำนี้หมายถึงอะไร?
Carbon Neutral (ความเป็นกลางทางคาร์บอน) คือ เมื่อธุรกิจปล่อยคาร์บอนออกมาเท่าใด ต้องลดการปล่อยคาร์บอนให้ได้มากที่สุดก่อน แล้วจึงชดเชย (Offset) ส่วนที่เหลือด้วยปริมาณที่เท่ากัน เช่น การปลูกป่า หรือซื้อคาร์บอนเครดิต เพื่อให้ปริมาณสุทธิที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศเป็นศูนย์
Net Zero (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) ครอบคลุมก๊าซเรือนกระจกทั้ง 7 ชนิด ไม่ใช่เฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่รวมถึงมีเทนและไนตรัสออกไซด์ ตามมาตรฐานสากลอย่าง SBTi Corporate Net-Zero Standard ธุรกิจต้องลดการปล่อยที่ต้นทางครอบคลุม Scope 1, 2 และ 3 ให้อย่างน้อย 90% เทียบกับปีฐาน ส่วนที่เหลือจึงชดเชยด้วยการกำจัดก๊าซเรือนกระจกออกจากชั้นบรรยากาศ (Carbon Removal) เท่านั้น ไม่ใช่คาร์บอนเครดิตประเภทหลีกเลี่ยงการปล่อย (avoidance credits) ทำให้ Net Zero เข้มงวดและครอบคลุมกว่า Carbon Neutrality อย่างชัดเจน
สรุปแล้วทั้ง Carbon Neutrality และ Net Zero มีเป้าหมายร่วมกันในการลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ แต่ต่างกันที่ขอบเขตระดับความเข้มงวดและวิธีการดำเนินงาน โดย Carbon Neutral เน้นการสร้างสมดุลระหว่างการปล่อยกับการชดเชย โดยยืดหยุ่นเรื่องสัดส่วนและประเภทของคาร์บอนเครดิต ส่วน Net Zero ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต้นทางให้ได้มากที่สุดก่อน แล้วจึงจัดการส่วนที่เหลือด้วยวิธีการดูดกลับหรือดักจับคาร์บอนอย่างถาวร
ตารางเปรียบเทียบมิติความต่าง Carbon Neutral vs Net Zero
| หัวข้อเปรียบเทียบ | Carbon Neutral (ความเป็นกลางทางคาร์บอน) | Net Zero (ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) |
| ประเภทก๊าซที่นับ | เน้นเฉพาะ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) | ก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด 7 ชนิด |
| ขอบเขตซัพพลายเชน | ส่วนใหญ่เน้นที่ Scope 1 และ Scope 2 | ครอบคลุม Scope 1, 2 และ 3 ทั้งห่วงโซ่ |
| วิธีจัดการก๊าซ | ควรลดการปล่อยในธุรกิจก่อน แต่ไม่บังคับสัดส่วนการลด สามารถชดเชย (Offset) ด้วยคาร์บอนเครดิต (Carbon credits) ได้ | ลดที่ต้นทางอย่างน้อย 90% ก่อน ส่วนที่เหลือกำจัดด้วยการดูดกลับ (Carbon Removal) |
| ประเภทเครดิตที่ยอมรับ | ใช้เครดิตประเภทเลี่ยงการปล่อยได้ (Avoidance credits) | ต้องเป็นการดูดกลับถาวร (Removal) เท่านั้น |
| ความยากในการทำ | ปานกลาง เป็นเป้าหมายระยะสั้น-กลาง | สูงมาก เป็นเป้าหมายระยะยาว |
จากตารางจะเห็นได้ว่า Carbon Neutral จะเป็นแนวทางที่ช่วยให้ธุรกิจเริ่มต้นจัดการการปล่อยคาร์บอนได้ง่ายขึ้น ผ่านการลดและชดเชย ขณะที่ Net Zero มีข้อกำหนดที่เข้มงวดกว่า เพราะมุ่งลดการปล่อยที่ต้นทางให้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ และเป็นทิศทางหลักที่ธุรกิจทั่วโลกกำลังมุ่งไปในระยะยาว ดังนั้น หลายธุรกิจจึงใช้ Carbon Neutral เป็นก้าวแรก ก่อนยกระดับสู่ Net Zero ในระยะยาว
ก้าวสำคัญของโลกสู่เส้นทาง Carbon neutral และ Net zero
ความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านเวทีสำคัญมาอย่างยาวนาน คือรากฐานที่ทำให้แนวคิดความเป็นกลางทางคาร์บอนและ Net Zero กลายมาเป็นมาตรฐานและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น
- พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) เกิดขึ้นจากการประชุม COP ครั้งที่ 3 ที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ในปี 1997 โดยสาระสำคัญ คือ การกำหนดเป้าหมายให้กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าระดับปีฐาน 1990 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่โลกมีกลไกควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรมและมีผลบังคับทางกฎหมาย
- ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) เกิดขึ้นจากการประชุม COP ครั้งที่ 21 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในปี 2015 ซึ่งต่อยอดจากพิธีสารเกียวโตและขยายความร่วมมือครอบคลุมประเทศทั่วโลก ไม่จำกัดเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว โดยตั้งเป้าจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 2°C เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม และร่วมผลักดันให้ควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5°C ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญของการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน
- จุดมุ่งหมาย 1.5°C คือ ระดับอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่ไม่ควรเพิ่มขึ้นเกินจากยุคก่อนอุตสาหกรรม โดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุว่า หากอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเกิน 1.5°C ภายในสองทศวรรษข้างหน้า ถึงแม้ว่าประเทศต่าง ๆ จะลดการปล่อยก๊าซลงอย่างมากในทันทีก็ตาม หากโลกเข้าสู่อุณหภูมิ 1.5°C จะเกิดผลกระทบรุนแรงทั่วโลก เช่น คลื่นความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วม การสูญเสียแนวปะการัง และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น เป็นต้น ดังนั้น การจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ โลกต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงประมาณ 50% ภายในปี 2030 และบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050 ซึ่งเป็นที่มาของเป้าหมาย Net Zero ที่ธุรกิจทั่วโลกกำลังมุ่งไป
ความร่วมมือระดับโลกเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า Carbon Neutral และ Net Zero เป็นกลไกสำคัญที่ทั่วโลกต้องผนึกกำลังเพื่อรักษาสมดุลสภาพภูมิอากาศและฟื้นฟูให้ดีขึ้นต่อไป
ในส่วนภาคธุรกิจต้องปรับตัวและเตรียมพร้อม โดยเริ่มต้นบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและลดคาร์บอนในทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจ ซึ่งนอกจากช่วยลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศแล้ว ยังลดต้นทุนและเพิ่มความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว
เจาะลึก Scope 1, 2, 3 จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ขับเคลื่อน Carbon Neutral สู่ Net Zero
การจะก้าวไปถึงเป้าหมาย Net Zero ได้ ธุรกิจต้องเริ่มจากความเข้าใจการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกขอบเขต หรือ Scope เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเห็นที่มาของการปล่อยก๊าซ และวางแผนจัดการได้อย่างตรงจุด ดังนี้
- Scope 1 การปล่อยทางตรง คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิดที่ธุรกิจเป็นเจ้าของหรืออยู่ภายใต้การควบคุมของธุรกิจโดยตรง เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงในเครื่องจักรภายในโรงงาน ไอเสียของรถขนส่งสินค้าที่เป็นทรัพย์สินของธุรกิจ หรือการรั่วไหลของสารทำความเย็นจากระบบปรับอากาศ
- Scope 2 การปล่อยทางอ้อมจากพลังงาน คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการที่ธุรกิจซื้อพลังงานภายนอกมาใช้ เช่น การใช้ไฟฟ้าจากโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) หรือไอน้ำจากระบบสาธารณูปโภค ซึ่งธุรกิจสามารถลดการปล่อยในส่วนนี้ได้ด้วยการเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
- Scope 3 การปล่อยทางอ้อมอื่น ๆ ถือเป็นจุดปราบเซียนของเป้าหมาย Net Zero เพราะครอบคลุมการปล่อยตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ (Value Chain) ทั้งต้นน้ำ (Upstream) และปลายน้ำ (Downstream) เช่น คาร์บอนที่แฝงอยู่ในวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ การขนส่งสินค้าโดยผู้ให้บริการภายนอก การเดินทางของพนักงาน ไปจนถึงการใช้งานผลิตภัณฑ์ของลูกค้าหลังการขาย โดย Scope 3 มักเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดของการปล่อยทั้งหมด แต่กลับเป็นส่วนที่ธุรกิจควบคุมได้ยากที่สุด เพราะอยู่นอกเหนือขอบเขตการดำเนินงานโดยตรง
ดังนั้น ธุรกิจที่ตั้งเป้าหมาย Net Zero จึงต้องทำความเข้าใจแหล่งปล่อยก๊าซของตนเอง เริ่มต้นจากการเก็บข้อมูล และวางแนวทางบริหารจัดการให้ครอบคลุมทั้ง 3 Scopes ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจเห็นจุดรั่วไหลของคาร์บอนที่แท้จริง และวางแผนลดการปล่อยได้อย่างแม่นยำและตรงจุด
3 ขั้นตอนเริ่มต้น สำหรับธุรกิจที่อยากลดคาร์บอน
การก้าวเข้าสู่เป้าหมายความยั่งยืนไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่ต้องอาศัยกลยุทธ์ที่ชัดเจนและเป็นระบบ เพื่อให้การจัดการก๊าซเรือนกระจกนำไปสู่การสร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยมี 3 ขั้นตอนสำคัญ คือ
- Measure (วัดผล) เริ่มต้นประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (CFO) เพื่อให้ทราบถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แท้จริงครอบคลุมทั้ง Scope 1, 2 และ 3 เพราะการมีฐานข้อมูลที่ถูกต้องจะทำให้ธุรกิจเห็นภาพรวมว่าการปล่อยส่วนใหญ่มาจากจุดใด และวางแผนแก้ไขได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ
- Reduce (ลดการปล่อย) วางแนวทางลดการปล่อยคาร์บอนที่ต้นทางด้วยการเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในโรงงานหรืออาคาร รวมถึงการจัดหาใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (I-REC) เพื่อลดการปล่อยใน Scope 2 โดย บ้านปู เน็กซ์ พร้อมเป็น Net Zero Partner ให้กับธุรกิจในระยะยาว นำเสนอโซลูชัน Net Zero ครบวงจร ทั้งบริการที่ปรึกษาด้าน Net Zero ระบบโซลาร์เซลล์พร้อมระบบกักเก็บพลังงาน ระบบจัดการพลังงาน (Energy Management System) ระบบจัดการฟลีทรถขนส่งไฟฟ้า และสถานีชาร์จสำหรับรถบรรทุกไฟฟ้า และรถขนส่งไฟฟ้าขนาดใหญ่ ที่ช่วยให้ธุรกิจลดการปล่อยคาร์บอน ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในธุรกิจได้อย่างคุ้มค่าและเห็นผลจริง
- Offset / Remove (ชดเชย) สำหรับปริมาณการปล่อยส่วนที่เหลือซึ่งยังไม่สามารถลดให้เป็นศูนย์ได้ ธุรกิจควรวางแผนการจัดการผ่านกิจกรรมการดูดกลับก๊าซออกจากชั้นบรรยากาศ เช่น การสนับสนุนโครงการปลูกป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศ หรือการใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage หรือ CCS) รวมถึงการจัดหาคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากล โดยเฉพาะประเภทดูดกลับ (Removal Credits) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการบรรลุเป้าหมาย Net Zero
กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ธุรกิจขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืน แต่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันและสร้างการเติบโตที่มั่นคงให้กับธุรกิจของคุณในระยะยาว
ขับเคลื่อนเป้าหมาย Carbon Neutral และ Net Zero ด้วยโซลูชันจาก Banpu NEXT
บ้านปู เน็กซ์ (Banpu NEXT) ให้บริการ Net Zero Solutions ครบวงจร เริ่มต้นด้วยบริการที่ปรึกษาด้าน Net Zero (Net Zero Consultation) ให้คำปรึกษาและออกแบบแผนงาน คำนวณและประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แนะนำแนวทางลดการปล่อยคาร์บอนในทุกขั้นตอนการดำเนินงานทั้ง Scope 1, 2 และ 3 พร้อมทั้งช่วยวางแผนและพัฒนากลยุทธ์เพื่อให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ บ้านปู เน็กซ์ ยังนำเสนอโซลูชันพลังงานสะอาดที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน ได้แก่
- Solar and Energy Storage System (ESS) โซลาร์เซลล์พร้อมระบบกักเก็บพลังงานหรือแบตเตอรี่ เพื่อให้ธุรกิจผลิตและกักเก็บไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดไว้ใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงช่วยลดการปล่อยคาร์บอนใน Scope 2
- EV Fleet Solutions ระบบจัดการฟลีทรถขนส่งไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (EV fleet) แบบครบวงจร สำหรับธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ทั้งบริการลีสซิ่งรถขนส่งไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ สถานีชาร์จ และแพลตฟอร์มจัดการเส้นทางด้วย AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และช่วยให้ธุรกิจลดการปล่อยคาร์บอนใน Scope 1
- Energy Management System (EMS) ระบบจัดการพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เช่น ระบบทำความเย็นที่ควบคุมด้วย AI (AI-controlled Chiller System) ที่ช่วยปรับอุณหภูมิในอาคารให้เหมาะสม การใช้เทคโนโลยี IoT และเซ็นเซอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ช่วยมอนิเตอร์การใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น และลดการปล่อยคาร์บอนใน Scope 1 และ Scope 2
บ้านปู เน็กซ์ ออกแบบและพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ทุกธุรกิจได้อย่างเหมาะสม เพื่อช่วยสนับสนุนลูกค้าเข้าใกล้เป้าหมาย Net Zero พร้อมสร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ติดต่อเรา เพื่อปรึกษาการวางแผนสู่เส้นทาง Net Zero และแนวทางการลดคาร์บอนที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ
ติดต่อเรา – Banpu NEXT
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1: หากธุรกิจซื้อคาร์บอนเครดิต (Carbon Offset) มาชดเชยจนค่าคาร์บอนเป็นศูนย์ จะสามารถเคลมว่าเป็น “Net Zero” ได้เลยหรือไม่?
- A: ธุรกิจไม่สามารถเคลมว่าเป็น “Net Zero” ได้ทันที เพียงแค่การซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชย เนื่องจากหลักการ Net Zero ตามมาตรฐานสากล (เช่น SBTi) กำหนดให้องค์กรต้องลดการปล่อยก๊าซจากการดำเนินงานและกิจกรรมขององค์กรอย่างน้อย 90% ก่อนใน Scope 1, 2 และ 3 ส่วนการใช้คาร์บอนเครดิตจะอนุญาตให้ชดเชยได้ไม่เกิน 10% ของการปล่อยทั้งหมด และต้องเป็นเครดิตประเภทดูดกลับคืนจากชั้นบรรยากาศ (Carbon Removal) เท่านั้น
Q2: เป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย ถูกกำหนดไว้ที่ปีไหน?
- A: จากการประชุม COP30 ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2025 เป็นหมุดหมายสำคัญที่ทุกประเทศสมาชิกทั่วโลกต้องแก้ปัญสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สามารถรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ประเทศไทยจึงได้ยกระดับความเร่งด่วนของเป้าหมายระดับชาติ โดยตั้งเป้าการลดก๊าซเรือนกระจกลง 47% ภายในปี ค.ศ. 2035 และปรับเป้าหมายการบรรลุ Net Zero จากปี 2065 เป็นปี 2050 เร็วขึ้นกว่าเดิม 15 ปี การปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการร่วมแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยังเป็นเหมือนการชี้นำทิศทางให้ภาคธุรกิจไทยเห็นความสำคัญที่ต้องเร่งปรับตัวให้รวดเร็วและเข้มข้นกว่าเดิม
Q3: สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ควรเลือกปักหมุดที่เป้าหมายไหนก่อนดี?
- A: แนะนำให้เริ่มต้นตั้งเป้าหมาย Carbon Neutral (ความเป็นกลางทางคาร์บอน) ของธุรกิจก่อน เนื่องจากขอบเขตการคำนวณและเงินทุนยืดหยุ่นกว่า โดยเริ่มจากจุดที่ทำได้ง่ายและคุ้มทุนไว เช่น การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนใน Scope 2 จากการใช้ไฟฟ้า และลดต้นทุนให้กับธุรกิจได้ตั้งแต่วันแรกที่ใช้งาน


