เมื่อภาครัฐประกาศยกระดับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ เป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 และเพิ่มความเข้มข้นของแผนการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย (Nationally Determined Contribution: NDC 3.0) เพื่อสอดรับกับความพยายามควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5°C ส่งผลให้ภาคธุรกิจไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากข้อบังคับทางการค้าที่เข้มงวด ทั้งมาตรการ CBAM ภาษีคาร์บอน และเกณฑ์ ESG ของสถาบันการเงิน
การปรับตัวสู่ Net Zero สำหรับธุรกิจ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจรักษาความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก พร้อมดึงดูดการลงทุนและความร่วมมือกับคู่ค้าที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน การเลือกพาร์ทเนอร์ที่จะช่วยวางแผนและกำหนดกลยุทธ์ให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมายได้จริงก็สำคัญไม่แพ้กัน Banpu NEXT ในฐานะผู้ให้บริการ Net Zero Solutions แบบครบวงจรและ ที่ปรึกษา Net Zero ที่มีความเชี่ยวชาญ จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว ลดต้นทุนพลังงาน และยกระดับภาพลักษณ์องค์กรให้ตอบโจทย์นักลงทุนและคู่ค้าระดับสากล
สรุปภาพรวม เป้าหมาย Net Zero 2050 ของไทย ทำไมต้องเร่งให้เร็วขึ้น
Net Zero 2050 คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทุกประเภทให้เหลือสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ไม่ว่าจะเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน หรือไนตรัสออกไซด์ โดยต้องลดการปล่อยจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ได้มากที่สุด ควบคู่กับการดูดกลับหรือชดเชยก๊าซเรือนกระจกในส่วนที่ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพื่อให้ปริมาณการปล่อยและการดูดกลับอยู่ในระดับสมดุล
การบรรลุเป้าหมายนี้ต้องอาศัยแผนการดำเนินงานที่เป็นระบบและต่อเนื่อง โดยเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมต่างๆ เช่น การปรับกระบวนการผลิตและ เปลี่ยนระบบขนส่งมาใช้ฟลีทรถไฟฟ้า การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้พลังงานสะอาด พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพการดูดซับคาร์บอน เพื่อเดินหน้าการบรรลุความเป็นกลางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และมุ่งสู่ Net Zero อย่างเต็มรูปแบบ
เหตุผลที่ไทยต้องเร่งเป้าหมายให้เร็วขึ้นไม่ได้มาจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เมื่อคู่ค้า ตลาดส่งออก และ Supply Chain ทั่วโลกให้ความสำคัญกับปริมาณการปล่อยคาร์บอนมากขึ้น ทั้ง CBAM ESG และนโยบายจัดซื้อสีเขียวขององค์กรขนาดใหญ่ การเร่งปรับตัวจึงช่วยให้ภาคธุรกิจไทยรับมือกับกติกาการค้าใหม่ รักษาความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลกได้ในระยะยาว และเติบโตอย่างมั่นคงในระดับสากล
ผลกระทบต่อภาคธุรกิจ: ทำไมองค์กรต้องปรับตัวรับ Net Zero 2050
Net Zero 2050 สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้ภาคธุรกิจต้องปรับการทำธุรกิจแบบเดิมไปสู่การบริหารจัดการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนอย่างจริงจัง แรงกดดันนี้ถูกขับเคลื่อนผ่านกลไกเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น โดยมีปัจจัยหลักจาก 3 ทาง ได้แก่
- มาตรการคาร์บอนที่มีผลต่อการค้า (เช่น EU CBAM และ Carbon Tax)
มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) รวมถึง Carbon Tax ที่กำลังทยอยบังคับใช้ภายในหลายประเทศ ทำให้สินค้าและบริการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หากธุรกิจไทยไม่เร่งประเมินและลดการปล่อยคาร์บอน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความสามารถในการแข่งขัน และเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ
- ข้อกำหนดจากคู่ค้าใน Supply Chain ที่เริ่มคัดเลือกเฉพาะ Supplier ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ และยึดหลัก ESG
องค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลกต่างประกาศเป้าหมาย Net Zero ของตนเอง ซึ่งครอบคลุมถึงการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอด Supply Chain (Scope 3) ทำให้แบรนด์ใหญ่เริ่มนโยบาย Green Procurement คัดเลือกเฉพาะคู่ค้าหรือ Supplier ที่มีผลงานด้าน ESG ชัดเจนและปล่อยคาร์บอนต่ำเท่านั้น ธุรกิจใดที่ไม่ปรับตัวจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกตัดสิทธิ์ออกจาก Supply Chain
- เกณฑ์การปล่อยสินเชื่อและเงินทุนสีเขียว (Green Loan or Finance) จากธนาคาร
แหล่งเงินทุนและสถาบันการเงินทั่วโลกได้ปรับเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อและการลงทุนให้สอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Finance) และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสนับสนุนธุรกิจที่เปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและความยั่งยืน (Transition Finance)
เมื่อแรงกดดันทั้ง 3 ด้านเกิดขึ้นพร้อมกัน ธุรกิจจึงควรกำหนดเป้าหมาย Net Zero เป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจ เพื่อบริหารความเสี่ยง รักษาความสามารถในการแข่งขัน และเตรียมพร้อมองค์กรให้รับมือกับเศรษฐกิจในอนาคต

ธุรกิจตั้งเป้าหมาย Net Zero อย่างไร? 4 ขั้นตอนการทำ Net Zero Roadmap ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน
Net Zero สำหรับธุรกิจ ควรเริ่มจากประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร แล้วจึงกำหนดเป้าหมาย วางแผนลดการปล่อย ติดตามและรายงานผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การทำ Net Zero Roadmap สามารถนำไปปฏิบัติและวัดผลได้จริง โดยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
1. Measure: ตรวจวัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1, 2, 3)
เริ่มจากจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) เพื่อหาค่าฐาน (Baseline) การปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเก็บข้อมูลให้ครอบคลุม Scope 1 การปล่อยโดยตรงจากกิจกรรมขององค์กร, Scope 2 การปล่อยทางอ้อมจากพลังงานที่ซื้อมาใช้ และ Scope 3 การปล่อยทางอ้อมอื่นในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เช่น วัตถุดิบที่ซื้อมา การขนส่งโดย Supplier การเดินทางของพนักงาน การใช้สินค้าของลูกค้า และกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ตามแนวทางของ GHG Protocol ให้องค์กรเห็นว่าจุดไหนปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด และควรลดคาร์บอนในส่วนใดก่อน
2. Target Setting: กำหนดเป้าหมายอิงหลักวิทยาศาสตร์ (Science-Based Targets Initiative: SBTI)
เมื่อได้ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว องค์กรต้องกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจนและสอดคล้องกับความเป็นจริง โดยแบ่งเป็นเป้าหมายระยะสั้น 5-10 ปี และเป้าหมายระยะยาว (ภายในปี 2050) ภายใต้มาตรฐานสากลอย่าง SBTi (Science Based Targets initiative) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกครอบคลุมทั้ง 3 Scopes ให้ได้อย่างน้อย 90% ภายในปี 2050 สอดคล้องกับทิศทางในการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส
3. Decarbonization Solutions: แนวทางลดการปล่อยระยะยาวด้วยเทคโนโลยีพลังงานสะอาด
จัดทำแนวทางลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization Solutions) โดยเลือกวิธีการลดให้เหมาะกับแหล่งการปล่อยของธุรกิจ เช่น ปรับปรุงกระบวนการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เปลี่ยนมาใช้โซลูชันพลังงานสะอาด (Clean Energy Solutions) เช่น โซลาร์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Solar and Battery Energy Storage System: BESS) ในโรงงานและอาคารสำนักงาน ใช้ฟลีทรถขนส่งไฟฟ้าเชิงพาณิชย์และติดตั้งสถานีชาร์จในพื้นที่ธุรกิจ (Commercial EV fleet and On-site Charging Station) รวมถึงการนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเส้นทางขนส่งและบริหารจัดการพลังงานแบบเรียลไทม์ (AI-powered route optimization and real-time energy management)
ธุรกิจควรจัดลำดับการดำเนินงานตามเป้าหมายในการลดคาร์บอน งบประมาณ และระยะเวลาคืนทุน พร้อมกำหนด KPI และติดตามผล เพื่อให้การลงทุนพลังงานสะอาดเชื่อมโยงกับเป้าหมาย Net Zero ขององค์กรโดยตรง
4. Offset & ESG Reporting: ชดเชยคาร์บอนส่วนที่เหลือและทำรายงานความยั่งยืน
สำหรับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนที่ยังคงเหลืออยู่และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ องค์กรสามารถชดเชยด้วยคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) พร้อมทั้งจัดทำรายงานความยั่งยืนและเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, and Governance: ESG) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า คู่ค้าทางธุรกิจ และนักลงทุน
การดำเนินงานตาม 4 ขั้นตอนบนเส้นทาง Net Zero Roadmap นี้ จะช่วยให้ธุรกิจมุ่งสู่เป้าหมายได้อย่างราบรื่น ลดความเสี่ยงจากต้นทุนด้านคาร์บอนและพลังงานที่สูงขึ้น พร้อมยกระดับศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน
ผู้ให้บริการ Net Zero ในไทยมีที่ไหนบ้าง? (Net Zero Solutions Provider)
Banpu NEXT (บ้านปู เน็กซ์) เป็นผู้ให้บริการ Net Zero Solutions แบบครบวงจรในไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ให้บริการแบบ one stop service โดยผู้เชี่ยวชาญดูแลทุกขั้นตอนการดำเนินงาน ครอบคลุมตั้งแต่บริการที่ปรึกษา Net Zero วางแผน Net Zero Roadmap นำเสนอโซลูชันที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน จัดทำรายงานความยั่งยืน และบริการดูแลหลังการขาย รวมถึงการใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มและ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และควบคุมการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ พร้อมเสนอโซลูชันที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในทุก Scopes และใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บริการ Net Zero Solutions แบบครบวงจรของบ้านปู เน็กซ์ ได้แก่
โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านการจัดการความยั่งยืนและวางแผน Net Zeroบริการครอบคลุมแต่การให้คำปรึกษา การออกแบบ Net Zero Roadmap การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมเสนอแนวทางที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในทุก Scope 1, 2 และ 3 เพื่อให้ธุรกิจวางแผนลดคาร์บอนได้อย่างแม่นยำ เตรียมพร้อม ESG และรายงานข้อมูลความยั่งยืนสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero
ติดตั้งโซลาร์เซลล์หลากหลายรูปแบบ ทั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) โซลาร์บนหลังคาลานจอดรถ (Solar Carport) และโซลาร์ลอยน้ำ (Solar Floating)
พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ช่วยจ่ายไฟสำรองได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ธุรกิจใช้พลังงานได้เสถียร ดำเนินงานได้ต่อเนื่อง และลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากกริด
บริการเช่าซื้อ เช่าใช้ และลีสซิ่งรถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ บริการสถานีชาร์จรถบรรทุกและรถขนส่งไฟฟ้าตามเส้นทางขนส่งหลักและการติดตั้งสถานีชาร์จในพื้นที่ธุรกิจ รวมถึงบริการแพลตฟอร์มจัดการเส้นทางและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง
ระบบควบคุมอุณหภูมิด้วย AI ที่ติดตาม วิเคราะห์ และบริหารการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และลดต้นทุนค่าไฟฟ้า

สรุป: เปลี่ยนเป้าหมาย Net Zero 2050 ให้เป็นโอกาสทางธุรกิจและความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาด
การปรับตัวสู่ Net Zero เป็นภารกิจที่ธุรกิจต้องเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ ผ่านการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและการวางแผนระยะยาวอย่างเป็นระบบ เพื่อให้พร้อมรับมือกับมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ กฎระเบียบด้านภาษีคาร์บอน และข้อกำหนดด้าน ESG จากคู่ค้าและสถาบันการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเลือกพันธมิตรทางธุรกิจและผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Net Zero Solutions แบบครบวงจรอย่าง Banpu NEXT จะเข้ามาให้บริการที่ปรึกษา Net Zero ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางเทคโนโลยี ลดต้นทุนพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยโซลูชันพลังงานสะอาดที่ผสานดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อเสริมความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดโลก ขยายโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืน และนำพาองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ติดต่อเรา – Banpu NEXT
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1: เป้าหมาย Net Zero 2050 ของไทยต่างจาก Carbon Neutrality อย่างไร?
- A: Carbon Neutrality (ความเป็นกลางทางคาร์บอน) มุ่งเน้นการสร้างความสมดุลระหว่างการปล่อยและการชดเชยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่านั้น ในขณะที่ Net Zero (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) ครอบคลุม ก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด 7 ชนิด (รวมถึงมีเทนและไนตรัสออกไซด์) โดยเน้นให้องค์กรลดการปล่อยจากกระบวนการจริงให้ได้มากที่สุดก่อน แล้วจึงใช้การชดเชยคาร์บอนเฉพาะส่วนที่ไม่สามารถลดได้
Q: ธุรกิจตั้งเป้าหมาย Net Zero อย่างไรให้สอดคล้องกับเป้าหมายประเทศไทยปี 2050?
- A: ธุรกิจควรเริ่มจากการประเมิน Carbon Footprint ขององค์กรในปัจจุบัน (Scope 1, 2 และ 3) จากนั้นกำหนดเป้าหมายโดยใช้อัตราการลดก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานสากล เช่น SBTi โดยวางเป้าหมายทั้งระยะสั้น วางแผนลด Scope 1, 2 และ 3 เพื่อให้เกิดความคืบหน้าและครอบคลุมการลดทุก Scope และเป้าหมายระยะยาวเพื่อมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050 หรือเร็วกว่านั้น พร้อมจัดทำ Decarbonization Solutions ที่ระบุแนวทางลดการปล่อยคาร์บอน และใช้พลังงานสะอาดอย่างชัดเจน
Q: ผู้ให้บริการ Net Zero ในไทยมีที่ไหนบ้าง ที่ให้บริการแบบครบวงจร?
- A: Banpu NEXT เป็นผู้ให้บริการ Net Zero Solutions ชั้นนำในไทยและเอเชียแปซิฟิก ที่มีบริการครบวงจร ตั้งแต่บริการที่ปรึกษา Net Zero ระบบโซลาร์พร้อมแบตเตอรี่ ระบบจัดการฟลีทรถขนส่งไฟฟ้าและสถานีชาร์จ การใช้ AI และดิจิทัลแพลตฟอร์มช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และช่วยลดการปล่อยคาร์บอนที่วัดผลได้