CBAM คืออะไร? โรงงานส่งออก EU ต้องเตรียมตัวยังไงก่อนบังคับเต็มรูปแบบ

CBAM คืออะไร? โรงงานส่งออก EU ต้องเตรียมตัวยังไงก่อนบังคับเต็มรูปแบบ

มาตรการ CBAM ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นมา สหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศเข้าสู่ Definitive Phase หรือภาคบังคับเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการ ซึ่งหมายความว่าทุกๆ ตันของคาร์บอนที่แฝงอยู่ในสินค้าส่งออก (Embedded Emissions) จะถูกคำนวณเป็นมูลค่าจริงที่ผู้นำเข้าต้องจ่ายผ่านการซื้อใบรับรอง CBAM ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าอาจสูงขึ้น หากโรงงานที่ต้องการส่งออกไปประเทศในสหภาพยุโรป (EU) ไม่เร่งปรับตัว สินค้าไทยอาจเสียโอกาสและแข่งขันในตลาดสากลได้ยากขึ้น

บทความนี้จะสรุปสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเร่งดำเนินการทันทีในปีนี้ พร้อมนำเสนอแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยโซลูชันพลังงานสะอาดแบบครบวงจรจาก บ้านปู เน็กซ์ (Banpu NEXT) ที่พร้อมเป็นพันธมิตร Net Zero ระยะยาว (Long-term Net Zero Partner) ช่วยคุณเปลี่ยนภาระจากภาษีคาร์บอน EU ให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ และขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ไปพร้อมกัน

เจาะลึก Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM คืออะไร?

CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) คือมาตรการภาษีคาร์บอนของสหภาพยุโรป (EU) ที่ควบคุมการนำเข้าสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงโดยจะ คำนวณคาร์บอนที่แฝงอยู่ในสินค้า หรือ Embedded Emissions ตั้งแต่กระบวนการผลิตวัตถุดิบตั้งต้น ไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูป ณ โรงงาน และแปลงเป็นต้นทุนคาร์บอน (CBAM costs) ที่ผู้นำสินค้าเข้ามาใน EU ต้องรับผิดชอบผ่านการซื้อใบรับรอง CBAM Certificates เปรียบเสมือนภาษีคาร์บอน EU ที่ต้องจ่ายเมื่อนำสินค้าเข้าสู่สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งสะท้อนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของสินค้าโดยตรง

ดังนั้น โรงงานส่งออกสินค้าไปยัง EU ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากภาษีคาร์บอน เช่น เหล็ก ซีเมนต์ อะลูมิเนียม ปุ๋ย และไฮโดรเจน จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการจัดการด้านการปล่อยคาร์บอน และปรับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

เป้าหมายของ CBAM คืออะไร? ทำไม EU ถึงต้องมีมาตรการนี้

สหภาพยุโรปได้กำหนดเป้าหมายหลักของมาตรการนี้เพื่อป้องกันปัญหา การรั่วไหลของคาร์บอน (Carbon Leakage) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่บริษัทภายใน EU เลือกย้ายฐานการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนสูงไปยังประเทศนอก EU ที่มีกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมหรือการควบคุมก๊าซเรือนกระจก (GHG) ที่หละหลวมกว่า เพื่อลดต้นทุน แล้วจึงนำเข้าสินค้ากลับมาขายใน EU ทำให้ความพยายามลดโลกร้อนของ EU ไม่เกิดผลอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ CBAM ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นให้ประเทศคู่ค้าและอุตสาหกรรมทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยสร้างมาตรฐานราคาคาร์บอนที่เป็นธรรมและเท่าเทียม เพื่อไม่ให้ผู้ผลิตภายในยุโรปเสียเปรียบคู่แข่งจากประเทศที่มีกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมหย่อนยานกว่า ในขณะที่ยุโรปก็มุ่งปรับปรุงมาตรฐานการผลิตให้สะอาดและยั่งยืนมากขึ้น พร้อมทั้งเป็นการผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสากลอย่างจริงจัง เพื่อบรรลุเป้าหมายการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ตามข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศโลก

CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) คือมาตรการภาษีคาร์บอนของสหภาพยุโรป (EU) ที่ควบคุมการนำเข้าสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงโดยจะ คำนวณคาร์บอนที่แฝงอยู่ในสินค้า หรือ Embedded Emissions ตั้งแต่กระบวนการผลิตวัตถุดิบตั้งต้น ไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูป ณ โรงงาน และแปลงเป็นต้นทุนคาร์บอน (CBAM costs) ที่ผู้นำสินค้าเข้ามาใน EU ต้องรับผิดชอบผ่านการซื้อใบรับรอง CBAM Certificates

อัปเดตปี 2026 CBAM ก้าวสู่ Definitive Phase ความเสี่ยงที่กลายเป็นเม็ดเงินจริง

ก่อนปี 2026 CBAM ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านหรือ Transitional Phase (2023–2025) ซึ่งเป็นช่วงเตรียมความพร้อมของระบบสำหรับธุรกิจและโรงงานส่งออก EU โดยมีหน้าที่หลักคือ รายงานข้อมูลการปล่อยคาร์บอน (Embedded Emissions) ของสินค้า เช่น ปริมาณการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต และส่งข้อมูลให้ตามที่ EU กำหนด แต่ยังไม่มีการเก็บภาษีคาร์บอน เพื่อให้ทุกฝ่ายเริ่มปรับตัว เก็บข้อมูล และเตรียมการก่อนจะบังคับใช้มาตรการจริง

แต่ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป CBAM จะเข้าสู่ ภาคบังคับเต็มรูปแบบ หรือ Definitive Phase ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องจ่ายภาษีจริง โดยผู้นำสินค้าเข้ามาในสหภาพยุโรปจะต้องซื้อ ใบรับรอง CBAM (CBAM Certificates) เพื่อชดเชยปริมาณคาร์บอนที่แฝงอยู่ในกระบวนการผลิตสินค้า และต้องเคลียร์ยอดเป็นรายปีตามปริมาณการปล่อยจริงของสินค้าแต่ละประเภท

สิ่งที่ตามมาคือคาร์บอนจะกลายเป็นต้นทุนสินค้าโดยตรง ยิ่งกระบวนการผลิตปล่อยคาร์บอนมาก ต้นทุนก็จะยิ่งสูงขึ้น ทำให้สินค้าไทยที่ส่งออกไป EU อาจมีราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้มากกว่า ดังนั้น CBAM ในเฟสนี้จึงเป็นปัจจัยด้านต้นทุนที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของ ธุรกิจส่งออก EU และทำให้การเตรียมตัวสู่ Net Zero กลายเป็นเรื่องจำเป็นมากกว่าทางเลือกในปัจจุบัน

6 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องตื่นตัว และได้รับผลกระทบจาก CBAM เป็นกลุ่มแรก

สำหรับมาตรการ CBAM ในช่วงเริ่มต้นนี้ สหภาพยุโรปได้กำหนดเป้าหมายไปยัง 6 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่มีความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เพื่อลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลของคาร์บอน (Carbon Leakage) ดังนี้

  • เหล็กและเหล็กกล้า (Iron and Steel) อุตสาหกรรมพื้นฐานที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากกระบวนการผลิตที่ใช้พลังงานเข้มข้น
  • อะลูมิเนียม (Aluminium) ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงจากกระบวนการถลุงและแปรรูป
  • ซีเมนต์ (Cement) ปล่อยคาร์บอนจากปฏิกิริยาเคมีในขั้นตอนการผลิต
  • ปุ๋ย (Fertilisers) สินค้าในภาคเกษตรกรรมที่มีการปล่อยมลพิษแฝงอยู่ในกระบวนการผลิต
  • ไฮโดรเจน (Hydrogen) โดยคำนวณการปล่อยคาร์บอนจากแหล่งผลิตไฮโดรเจน
  • ไฟฟ้า (Electricity) จากโครงข่ายไฟฟ้า

นอกจากกลุ่มอุตสาหกรรมหลักดังกล่าวที่มีการใช้พลังงานสูงและปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับประเทศแล้ว คาดว่า CBAM จะนำมาใช้กับสินค้าปลายน้ำ (downstream products) ที่ใช้เหล็กหรืออะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์และสิ่งก่อสร้าง และบรรจุภัณฑ์โลหะ เพราะแม้จะไม่ได้อยู่ในขอบเขต CBAM โดยตรงในช่วงแรก แต่ต้นทุนคาร์บอนจากกระบวนการผลิตของวัตถุดิบสามารถส่งต่อไปยังสินค้าขั้นต่อไปได้

สรุปคือ การที่ห่วงโซ่อุปทานของสินค้าปลายน้ำถูกดึงเข้าสู่มาตรการ CBAM ทำให้ผู้ผลิตสินค้าสำเร็จรูปจำเป็นต้องทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินปริมาณคาร์บอนที่แฝงอยู่ (Embedded Emissions) ให้แม่นยำที่สุด การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ผ่านการบริหารจัดการข้อมูลและลดการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่การผลิต จึงไม่ใช่แค่การทำตามกฎระเบียบ แต่คือกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และทำให้สินค้าไทยเป็นที่ต้องการในตลาด EU ได้ในระยะยาว

มาตรการ CBAM ในช่วงเริ่มต้นนี้ สหภาพยุโรปได้กำหนดเป้าหมายไปยัง 6 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก คือ เหล็กและเหล็กกล้า (Iron and Steel) / อะลูมิเนียม (Aluminium) / ซีเมนต์ (Cement) / ปุ๋ย (Fertilisers) / ไฮโดรเจน (Hydrogen) / ไฟฟ้า (Electricity)

ไทม์ไลน์สำคัญของ CBAM ที่ผู้ประกอบการต้องรู้

การเข้าใจช่วงเวลาของมาตรการ CBAM ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนกลยุทธ์การส่งออกได้อย่างแม่นยำ เพราะแต่ละช่วงของการบังคับใช้มีผลต่อต้นทุนและการรายงานข้อมูลที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยแบ่งช่วงเวลาเป็น 2 ระยะดังนี้

ระยะเวลาช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transitional Phase 2023–2025)

เป็นช่วงเวลาแห่งการปรับตัวที่ทางสหภาพยุโรปเปิดโอกาสให้ผู้นำเข้าและผู้ผลิตในต่างประเทศได้ทำความเข้าใจกับระบบการรายงานข้อมูล โดยผู้ประกอบการมีหน้าที่เพียงส่งรายงานแสดงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แฝงอยู่ในสินค้า (Embedded Emissions) แก่ทาง EU เป็นรายไตรมาส ซึ่งเป็นช่วงสำคัญในการเก็บข้อมูลและพัฒนาระบบการตรวจวัดภายในโรงงานให้ได้มาตรฐานสากล

ระยะเวลาบังคับใช้เต็มรูปแบบ (Definitive Phase เริ่ม 1 มกราคม 2026)

มาตรการ CBAM จะเข้าสู่ช่วงบังคับใช้ทางการเงินทางการเงินอย่างเต็มตัว โดยผู้นำเข้าใน EU (Authorised CBAM Declarant) จะต้องซื้อและส่งมอบใบรับรอง CBAM (CBAM Certificates) ในจำนวนที่ครอบคลุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ฝังอยู่ในสินค้า (embedded emissions) ซึ่งคำนวณจากข้อมูลจริงที่ผ่านการทวนสอบ หรือจากค่ามาตรฐาน (Default Values) กรณีไม่มีข้อมูลทวนสอบ สำหรับในกระบวนการผลิตไทยมีบทบาทสำคัญในการจัดเตรียมข้อมูลการปล่อยที่ผ่านการทวนสอบให้คู่ค้า เพื่อให้ต้นทุน CBAM ของสินค้าอยู่ในระดับที่แข่งขันได้

โดยผู้นำเข้าต้องเคลียร์ยอดและส่งมอบใบรับรองตามรอบที่ EU กำหนดในแต่ละปี ซึ่งหากสินค้ามีค่าการปล่อยสูง ต้นทุนส่วนนี้จะกลายเป็นภาระที่ต้องจ่ายจริงและกระทบต่อราคาสินค้า ดังนั้นโรงงานที่ลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต เช่น การใช้พลังงานสะอาด หรือติดโซลาร์เซลล์ จะมีต้นทุน CBAM ต่ำกว่าและแข่งขันได้ดีกว่า

ไทม์ไลน์นี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นภาพชัดเจนว่าถึงเวลาที่ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เพื่อเปลี่ยนจากภาระทางภาษีให้กลายเป็นโอกาสสร้างความเชื่อมั่นกับคู่ค้าและความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาด EU ได้อย่างยั่งยืน

ตารางเปรียบเทียบ ช่วงเปลี่ยนผ่าน (อดีต) vs ภาคบังคับจริงปี 2026 (ปัจจุบัน)

หัวข้อ ช่วงเปลี่ยนผ่าน (2023 – 2025) ภาคบังคับเต็มรูปแบบ (2026 เป็นต้นไป)
ภาระผูกพันทางการเงิน ไม่มีค่าใช้จ่าย (รายงานข้อมูลอย่างเดียว) มีต้นทุน ผู้นำเข้าต้องซื้อและส่งมอบใบรับรอง CBAM ตามปริมาณการปล่อยคาร์บอนจริงที่ผ่านการทวนสอบ หรือค่ามาตรฐานหากไม่มีข้อมูล
การรายงานผล ส่งรายงานรายไตรมาส (Quarterly Reports) เปลี่ยนเป็น ส่งรายงานสรุปรายปี (Annual Declaration)
สิทธิ์ในการนำเข้า Reporting Declarant หรือผู้นำเข้าทั่วไปที่สำแดงรายการ และรายงานข้อมูลคาร์บอนรายไตรมาส เฉพาะผู้ที่ได้รับสิทธิ์ Authorized CBAM Declarant (ผู้นำเข้าสินค้าใน EU ที่ได้รับอนุญาต) เท่านั้น
การทวนสอบข้อมูล ใช้ข้อมูลที่ผู้ผลิตรับรองตนเองได้ ต้องผ่านการตรวจสอบจาก หน่วยงานที่ได้รับการรับรอง (Accredited Verifier) เท่านั้น
บทลงโทษกรณีไม่มีข้อมูล ตักเตือนหรือปรับในอัตราต่ำ ใช้ค่ามาตรฐานที่สูงที่สุด (Default Values) พร้อมค่าปรับคาร์บอนรายตัน (Top-up penalty)

ตั้งแต่ปี 2026 CBAM เป็นต้นทุนคาร์บอนที่ต้องจ่ายจริง โดยหากธุรกิจหรือโรงงานไม่มีข้อมูลหรือไม่สามารถพิสูจน์การปล่อยคาร์บอนที่แท้จริงด้วยข้อมูลที่ผ่านการทวนสอบ EU จะบังคับใช้ ค่ามาตรฐาน (Default Values) ที่กำหนดเจาะจงรายประเทศและรายสินค้า พร้อมบวก mark-up 10% ในปี 2026 เนื่องจากค่ามาตรฐานอิงค่าเฉลี่ยการปล่อยทั้งประเทศ ไม่ใช่ผลงานของโรงงานแต่ละแห่ง โรงงานที่มีประสิทธิภาพสูงจึงเสียเปรียบ และมีต้นทุน CBAM สูงกว่าโรงงานที่รายงานข้อมูลจริงที่ผ่านการทวนสอบ

ดังนั้น การลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต ควบคู่กับการใช้โซลูชันพลังงานสะอาดตั้งแต่การผลิต ช่วยลดค่าไฟและ Scope 2 สำหรับทุกกลุ่ม พร้อมข้อมูลจริงที่ผ่านการทวนสอบ จึงเป็นวิธีที่คุ้มค่าที่สุดในการบริหารต้นทุนและรักษาโอกาสทางธุรกิจในตลาด EU

4 สิ่งที่ธุรกิจไทยต้องทำทันที เพื่อรักษาฐานลูกค้าใน EU

เมื่อ CBAM เริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบ ธุรกิจไทยที่ส่งออกไปยุโรปจำเป็นต้องปรับตัวจริงจัง เพื่อให้ธุรกิจยังคงสามารถแข่งขันและก้าวข้ามกำแพงภาษีคาร์บอนไปได้อย่างมั่นคง ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งดำเนินการตาม 4 แนวทางเชิงรุก ดังนี้

  1. คำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์แยกตามรายสินค้า (Embedded Emissions) ตามมาตรฐาน EU เริ่มเก็บข้อมูลและแยกประเภทการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน ทั้งการปล่อยทางตรง (Scope 1) จากการเผาไหม้ในกระบวนการผลิต และการปล่อยทางอ้อม (Scope 2) จากการใช้ไฟฟ้า โดยต้องนำมาคำนวณตามสูตรและระเบียบวิธีที่ EU กำหนด เพื่อระบุตัวเลขคาร์บอนที่แฝงอยู่ในสินค้าแต่ละหน่วยให้แม่นยำที่สุด
  2. ตรวจสอบข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์โดยหน่วยงานทวนสอบที่ได้มาตรฐานสากลและเป็นที่ยอมรับใน EU (Third-party Verification) เพื่อสร้างความโปร่งใสและยืนยันกับผู้นำเข้าได้ว่าข้อมูลดังกล่าวถูกต้องตามเกณฑ์บังคับจริง
  3. เร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) ด้วยการเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนในโรงงาน และปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดมากขึ้น รวมถึงเลือกใช้วัตถุดิบรีไซเคิลที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำตั้งแต่ต้นทาง
  4. จับมือกับผู้นำเข้า (Importers) ในประเทศปลายทาง ผู้ส่งออกต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรคู่ค้าใน EU เพื่อลงทะเบียนเป็น Authorized CBAM Declarant ยื่นรายงานอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าติดค้างที่ศุลกากร

โรงงานที่เริ่มเก็บข้อมูลคาร์บอน ตรวจสอบข้อมูลให้ได้มาตรฐาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และทำงานร่วมกับคู่ค้าใน EU ตั้งแต่ตอนนี้ จะสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง และมีโอกาสรักษาฐานลูกค้าในตลาดยุโรปได้ระยะยาว

CBAM ทำให้การปล่อยคาร์บอนกลายเป็นต้นทุนของธุรกิจ การมีพันธมิตรที่ช่วยวางแผนและดำเนินงานด้าน Net Zero อย่างครบวงจร จะช่วยให้โรงงานลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดต้นทุนพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย Banpu NEXT พร้อมดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ไปจนถึงการนำเสนอโซลูชันพลังงานสะอาดมาใช้ในโรงงาน

ลด Carbon Footprint และค่าไฟในธุรกิจไปพร้อมกัน กับ Banpu NEXT

เมื่อ CBAM ทำให้การปล่อยคาร์บอนกลายเป็นต้นทุนของธุรกิจ การมีพันธมิตรที่ช่วยวางแผนและดำเนินงานด้าน Net Zero อย่างครบวงจร จะช่วยให้โรงงานลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดต้นทุนพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย Banpu NEXT พร้อมดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ไปจนถึงการนำเสนอโซลูชันพลังงานสะอาดมาใช้ในโรงงาน

  • End-to-End Net Zero Partner บ้านปูเน็กซ์ให้บริการโซลูชัน Net Zero แบบครบวงจร ดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่การให้คำปรึกษาและออกแบบแผนงาน Net Zero คำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การนำเสนอแนวทางลดการปล่อยคาร์บอน โดยใช้โซลูชันพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์เซลล์ ระบบ Chiller และ EV fleet รวมถึงการจัดทำรายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) และรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อนำไปใช้ประกอบการออกรายงาน CBAM หากธุรกิจของคุณกำลังมองหาแนวทางรับมือ CBAM วางแผนและพัฒนากลยุทธ์เพื่อให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นระบบ
  • Solar and Energy Storage System (ESS) ติดตั้งโซลาร์เซลล์พร้อมระบบกักเก็บพลังงานหรือแบตเตอรี่ ช่วยให้ธุรกิจใช้พลังงานสะอาดได้ตลอด 24 ชั่วโมง ลดการปล่อยคาร์บอนจากการใช้ไฟฟ้า (Scope 2) พร้อมช่วยลดค่าไฟและต้นทุนคาร์บอนในระยะยาว ค่าใบรับรอง CBAM ที่ต้องจ่ายก็ยิ่งลดลง
  • Energy Management System (EMS) ระบบ Chiller ที่ควบคุมด้วย AI และใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในโรงงาน 

การมีพาร์ทเนอร์ที่เชี่ยวชาญด้าน Net Zero และโซลูชันพลังงานสะอาด จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืนเป็นเรื่องง่ายขึ้น Banpu NEXT พร้อมให้คำปรึกษา ออกแบบ และพัฒนาโซลูชันพลังงานสะอาดอย่างครบวงจร เพื่อช่วยลดทั้ง Carbon Footprint และต้นทุนพลังงาน พร้อมเสริมศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจในตลาดโลก และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ติดต่อเรา – Banpu NEXT

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: ในปี 2026 หากโรงงานไทยไม่มีข้อมูลการปล่อยคาร์บอนที่ผ่านการทวนสอบ จะเกิดอะไรขึ้น?

  • A: EU จะบังคับใช้ค่ามาตรฐาน (Default Values) ที่กำหนดเจาะจงรายประเทศและรายสินค้าตามกฎระเบียบบังคับใช้ของ EU พร้อมบวก mark-up 10% ในปี 2026 (เพิ่มขึ้นเป็น 20% ในปี 2027 และ 30% ตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป) เนื่องจากค่ามาตรฐานอิงค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ ไม่ใช่ผลงานของโรงงานแต่ละแห่ง โรงงานที่มีประสิทธิภาพการผลิตสูงจึงเสียเปรียบ และต้นทุนภาษีคาร์บอนจะแพงกว่าคู่แข่งที่มีข้อมูลจริง สิ่งที่โรงงานไทยต้องทำ คือ เก็บข้อมูลและรายงานข้อมูลจริงที่ผ่านการทวนสอบโดยหน่วยงานที่ได้รับ accreditation เพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุน

Q2: ธุรกิจสามารถนำ “คาร์บอนเครดิต” ที่ซื้อในประเทศไทย มาหักลบกับค่าภาษีคาร์บอนของ CBAM ได้โดยตรงเลยหรือไม่?

  • A: ตามเกณฑ์ของ CBAM ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถนำคาร์บอนเครดิตทั่วไปที่ซื้อในประเทศไทยมาหักลดค่าภาษีคาร์บอนของ CBAM ได้โดยตรง สิ่งที่ EU ยอมรับให้หักลดได้ คือ ราคาคาร์บอนที่ชำระจริงในประเทศต้นทาง (Carbon Price Paid) ซึ่งต้องเป็นกลไกภาคบังคับที่รัฐกำหนด เช่น ภาษีคาร์บอน หรือระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading System: ETS) 

เนื่องจาก CBAM ออกแบบมาเพื่อปรับต้นทุนให้เทียบเท่ากับที่ผู้ผลิตใน EU จ่ายภายใต้ EU ETS ซึ่งไม่ใช่ระบบชดเชย (offset) การซื้อเครดิตจึงไม่ช่วยลดต้นทุน CBAM ทางที่ลดต้นทุนได้จริงคือ การลดการปล่อยที่แหล่งกำเนิด และการมีข้อมูลจริงที่ผ่านการทวนสอบ ดังนั้น แนวทางที่ช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการไทยคือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่กระบวนการผลิตในโรงงาน เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือการใช้ไฟฟ้าจากระบบโซลาร์เซลล์ ช่วยลดคาร์บอนที่เกิดจากการผลิตสินค้าได้โดยตรง และสอดคล้องการประเมินของ CBAM

Q3: ใบรับรอง CBAM สำหรับการส่งออกตลอดทั้งปี 2026 นี้ จะต้องเริ่มจ่ายเงินและส่งมอบเมื่อไหร่?

Q4: หากไม่ปฏิบัติตามกฎ CBAM จะเกิดอะไรขึ้น

  • A: ผู้นำสินค้าเข้ามาขายใน EU ที่ไม่มีสถานะ Authorised CBAM Declarant จะไม่สามารถนำเข้าสินค้าในขอบเขต CBAM ได้ และหากไม่ส่งมอบใบรับรองตามกำหนดจะถูกปรับตาม CBAM Regulation ความเสี่ยงของที่แท้จริงของธุรกิจไทยที่ส่งออก EU ไม่ใช่ค่าปรับ (เพราะผู้นำเข้าเป็นผู้จ่าย) แต่คือ การถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทาน เพราะผู้นำเข้า EU จะเลือกซัพพลายเออร์ที่มีข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ผ่านการทวนสอบแล้วและมีค่าการปล่อยต่ำ เพราะผู้นำเข้าจะซื้อใบรับรอง CBAM น้อยลง ธุรกิจหรือโรงงานที่ไม่มีข้อมูลทวนสอบจะถูกบังคับใช้ค่ามาตรฐาน (Default Values) ที่แพงกว่า ทำให้สินค้ามีต้นทุนสูงกว่าคู่แข่ง และเสี่ยงถูกคู่ค้า EU เปลี่ยนไปหาซัพพลายเออร์รายอื่นแทน

Q5: CBAM จะขยายขอบเขตไปยังสินค้าประเภทอื่นในอนาคตหรือไม่

  • A: EU มีแผนที่จะขยายขอบเขตของ CBAM ไปยังสินค้าปลายน้ำที่ผลิตจากเหล็กและอะลูมิเนียม เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์ก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2028 นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงการขยายไปยังกลุ่มอื่น เช่น เคมีภัณฑ์และพลาสติก ในระยะถัดไป

Q6: การติดตั้งโซล่าเซลล์ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจาก CBAM ได้จริงหรือ

  • A: ช่วยได้สำหรับ Carbon Footprint ที่มาจากการใช้ไฟฟ้าที่ซื้อจากกริด การลงทุนติดตั้ง โซล่าเซลล์โรงงาน และ โซลาร์เซลล์ธุรกิจ ช่วยลดต้นทุนค่าไฟทันที และลดการปล่อยคาร์บอนใน Scope 2